Untitled Document
ลมร้อนมาพร้อมกับสีเทาควันไฟสีเทา ๆ ที่มีอยู่ทั่วในแทบภาคเหนือ แม้แต่ในกรุงเทพก็พางมีหมอกควันดูขมุกขมัวท้องฟ้าไม่สดใสเป็นสีฟ้าให้เห็น ภูมิอากาศเหมือนฝนจะตกแต่ก็ไม่อาจคาดเดาอะไรได้แน่เข้านอนเหมือนในอดีต วันนี้ร้อนอบอ้าวแต่อีกสักอยู่อาศัยอาจมีฝนตก แต่ในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ร้อนจนกระปลกกระเปลี้ยหรือแสบผิว แสบคุณตากันไปตาม ๆ กัน ทำให้ฉุกคิดว่า.....ธรรมชาติพละกำลังลงโทษบุคคลที่หยิบช่วยเหลือทรัพยากรธรรมชาติ มาใช้เฉพาะคาดการคำนึง กว่าจะมีน้ำมันให้เราใช้เกิดการทับถมสะสมมากี่ล้านปี?

หลบร้อนขึ้นเหนืออีกครั้ง กับการเดินทางมาเยือนสู่ถิ่น...อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ ที่ถือได้ว่าเป็นหลังคาประเทศไทย..ประตูสู่หลังคาโลก ด้วยความดอนที่มียอดดอยสูงสุดในประเทศไทย ถึง 2,565.3341 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตีนเทือกเขาหิมาลัย สหายร่วมทริปของผู้เขียนในครั้งนี้ เป็นเด็กเยาวชนที่ได้ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศจำนวน 70 กว่าชีวิต ร่วมเข้าค่ายเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 38 ทุกคนต่างมีความฝันที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ ร่วมกันไขความลับธรรมชาติ แก้สมการ 4 ธาตุ ที่สำคัญ คือ แผ่นดินแหล่งกำเนิดต้นไม้พืชพันธุ์ต้นกำเนิดอาหารของมนุษย์ น้ำ หล่อเฉลิมฉลองธรรมชาติสร้างความชุ่มชื่นให้สิ่งมีชีวิต ลม อากาศที่มีหน้าที่เชื่อมประสานรอยระบบนิเวศ และไฟ อุณหภูมิ ความร้อนที่ช่วยเหลือรักษาความสมดุลให้ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต

แปลกแต่จริงเมื่อเราอยู่ในตัวเมืองที่มีอากาศร้อนอบอ้าว แต่พอขึ้นดอยอินทนนท์อากาศผวนเย็นสบาย อยู่ในระดับ 18 องศา มาพร้อมสรรพกับกระแสธาตุลมแทบไม่น่าเลื่อมใสว่าจะเย็นเย็นได้เพียงนี้ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไปแต่อย่างใด ทำให้ต้องผจญกับความหนาวและตัวคุ่นซึ่งร้ายกาจยิ่งนัก หากถูกกัดก็ทั้งคันและพ่ายแพ้เป็นแผลบวมแดง หากใครที่คิดจะเดินป่าคงต้องเตรียมพร้อมทั้งเครื่องแต่งกายที่มิดชิด ที่สำคัญคือว่าร่างกายต้องแข็งแรง ถึงแม้การเดินป่าในครั้งนี้ จะมีเจ้าพันธกิจอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์พร้อมกับเจ้าหน้าจากมูลนิธิไทยรักษ์ป่า และบ.เอ็กโก ฯ คอยดูแลอำนวยความฉลุยในเรื่องของเส้นทางแต่ก็ขอบอกว่าเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน แก่ ๆ อยากผู้เขียนเดินรั้งท้ายกลุ่มของเด็ก ๆ ตลอดทุกเส้นทาง

ด้วยภูมิประเทศของยอดดอยอินทนนท์เชียงใหม่มีสภาพความชุ่มชื้นและเย็นเย็นตลอดทั้งปี ทำให้ระบบนิเวศป่าไม้ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าสนไศล และป่าดิบเขาที่อุดมไปด้วยมอสและเฟิร์น อีกทั้งเป็นที่อยู่ต้นน้ำลำธารที่สำคัญ เด็กๆ พร้อมกับผู้เขียนสนใจมากเป็นพิเศษคือตาน้ำ ได้เดินตรวจตราศึกษาป่าจนเห็นถึงแหล่งธารที่มาก่อนจะหล่อหลอมเป็นน้ำตก และสายน้ำลำธาร หล่อเลี้ยงส่งไปยังคนปลายน้ำ ธรรมชาติได้จัดสรรสิ่งมีชีวิตที่เป็นเครื่องมือชี้วัดทางธรรมชาติ ว่าน้ำที่นี้คือน้ำบริสุทธิ์ดื่มกินได้ ดอยอินทนนท์เปรียบเทียบเหมือนป่าเมืองหนาว ที่มีพืชและสัตว์โปร่งใสชนิดที่แพร่กระจายมาจากถิ่นฐานเดิมในเมืองเนปาล แล้วค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมจนเกิดสายตระกูลใหม่ เช่น รองเท้านารีอินทนนท์ นกกินปลีหางยาวสีเขียว ฯลฯ

ผู้เขียนได้เดินเรียนรู้เส้นทางธรรมชาติอ่างกา ที่เป็นแอ่งน้ำที่สูงที่สุดในประเทศไทย อากาศเย็นสบาย ตลอดสายทางจะพบซากกิ่งไม้ ใบไม้ มอส ไลเคนที่มีอายุ 4,600 ล้านปี จะอยู่ในพื้นดินอากาศบริสุทธิ์ เฟิร์น อายุกว่า 230 ล้านปี เห็นบิดแบบนี้เป็นช่วงของการพักฟื้นคืนชีวิตชั่วคราวหากมีละอองสีเทาก็ฟื้นตัวขึ้นมาอีก และรุกข์ขนาดเทิ่งหลากแหล่สายพันธุ์ เรียกว่าธรรมชาติฟื้นฟูแซมกันเอง ต้นหนึ่งล้มก็มีต้นอีกครั้งเกิด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเจ้าหน้าที่บอกกับผู้เขียน สิ่งที่หายากในดอยอ่างกา คือ กุหลบพันปี สีขาวและสีแดง เป็นที่น่าเสียดายที่บางต้นถูกไฟไหม้จากน้ำมือบุคคลที่มักง่ายสูบบุหรี่แล้วโยนทิ้งทำให้ไฟไหม้ป่า ไหม้ต้นกุหลาบพันปีจนเหลือแต่ซากพืชพันธุ์สีดำ แต่ก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่ผู้เขียนได้ทันได้เห็นดอกกุหลาบพันปีสีเลือดนก และสีขาว ที่เหลืออยู่เพียงดอกเดียว ได้เก็บภาพมาฝากกัน นอกจากนี้ยังมีข้าวตอกฤาษี พืชไร้ดอกจำพวกมอส

จากนั้นอิฉันเดินลัดเลาะพักกินภัตเที่ยงกันในป่าที่บรรยากาศมีวิวน้ำตกให้ได้นั่งชมเพลิน ๆ ออก อิ่มท้อง อิ่มเอมกับบรรยากาศกันแล้วออกเดินดุ่มทางต่อเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ที่อยู่ระหว่างจอมทอง-ดอยอินทนนท์ ด้วยระบบนิเวศยังคงเป็นป่าดิบเขา สร้างให้เกิดห้องเรียนเทพนิรมิต ที่นี่เป็นแหล่งที่อยู่ของ กวางผา หรือ ม้าเทวดา สัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ของประเทศไทยที่เหลือโหรงเหรงลง เจ้าหน้าที่อุทยานอาสาพาไปดู เพื่อโชคดีได้เจอ แต่ด้วยทางที่ลาดชันและรองเท้าพื้นแข็งที่ไม่เอื้ออำนวยอาจหาญทำให้ไถลตกไหล่ทางที่ลาดชันได้ ผู้เขียนต้องจำอนุญาตสละสิทธิ์จึงยืนดูผาแง่ม ที่มีลักษณะเป็นเขาหินสองแท่งขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ริมทางเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิ่วแม่ปาน-ในเขตอุทยานดอยอินทนนท์ และออกเดินลัดเลาะทางที่ลาดชันแต่ก็มีการประพฤติทางไว้แล้วอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาธรรมชาติ
ความงดงามทางเทพนิรมิต ประตูบ้านขนองใหญ่ ห้องเรียนขนาดใหญ่ หรือสุดแล้วไปแต่ว่าจะเรียกสิ่งใดนั้น ที่คือต้นน้ำอันสำคัญที่หล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่งของชีวิต การเดินทางไม่มีที่มากเปรียบเหมือนสายน้ำ หากช่วยกันระวังระไวช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างมีท่านค่า ผู้เขียนเลื่อมใสว่า แหล่งต้นน้ำ ก็จะยังมีน้ำหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ พืชต้นไม้ ไปยังคนปลายน้ำให้ได้ใช้คงอยู่ต่อไป อย่าเพียงแค่รับรู้และเพิกเชยเฉพาะควรลงมือทำเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้กำลังแรงงานที่ให้คุ้มทุน ก่อนแถวทุกสิ่งจะเส้นทางเกินแก้........
ทริปนี้ผู้เขียนและน้อง ๆ ชาวค่ายเอ็กโกไทยรักษ์ป่า ขอขอบคุณเทพารักษ์หน้าที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านและผู้สนับสนุน ทำให้เกิดการเรียนเห็นประจักษ์มากมายบนพื้นดินของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ขอเป็นพละกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุกนาย ที่ท่านเสียสละทุ่มเทชีวิตเพื่อรักษาผืนป่าให้คงอยู่พร้อมทั้งประเทศไทยต่อไป...
พาเที่ยวไปกับ......โชติกา วีรนะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น