วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

ลัดเลียบขุนภูเมืองเชียงใหม่ ชมมหัศจรรย์พรรณไม้งามธานีเหนือ

ได้เวลาตื่นเอนจากฝัน นำพาตนเองออกเดินย่ำทางไปสถานที่นัดแนะพบ ณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานโต้ง กรุงเทพฯ ภาพบรรยากาศ ความโศภางามยังคงเหมือนเดิม อรุณสวัสดิ์ยามเช้าจ๊ะ...คำโอภาปราศรัยที่คุ้นเคย มิตรสหายพ้องน้องพี่ฤดูตาดี มีน้ำจิตใจแบ่งปันน้ำใจนำไปให้รอยยิ้มแม่พิมพ์ใจ สร้างความเป็นมิตรที่ดีให้ซึ่งกันและกัน ดวงเนตรเป็นประกาย น้ำเสียงร่าเริงแจ่มใสกันทั้งหมดคน ผมนั่งเหม่อทัศน์ฟ้าปล่อยให้ใจโปร่งเบาฉลุยล่องลอยไปตามอารมณ์ สายลมเย็นพัดผ่านปัญญาเริ่มคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตในตอนนี้ ครั้งแรกที่ทราบข่าวสารงานประกวดทัศนียภาพถ่าย ใจก็ปรารถนาตั้งจิตอธิฏฐานถ้ามีบุญวาสนาเพียงพอคงได้เดินทางไปถึงสถานที่แห่งนั้น จากฝันเปลี่ยนไปเป็นความจริง การท่องเที่ยวในประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคเหนือ ร่วมกับนิตยสาร PHOTOTECH และ แทรเวล ไลน์ พร้อมพันธมิตรโดย บัตรเครดิตท่องเที่ยว ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม



เดินทางท่องเที่ยวชมความงามข้าวของธรรมชาติ " มหัศจรรย์พรรณไม้งาม เทิดพระเกียรติ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" เส้นทาง กรุงเทพฯ - ลำปาง - ลำพูน - เชียงใหม่ บริเวณจุดลงทะเบียนรู้สึกว่าจะได้รับความจดจ่อเป็นพิเศษ จึงเดินเข้าไปหาจากนั้นลงชื่อก็เข้าใจ รับป้ายชื่อหอยคอครบครันข้อมูลที่ควรทราบ และของเอ้ที่ช่วยเติมเอ่อให้ร่างกายมีพลัง " มีข้าวกล่อง + น้ำดื่ม แจกด้วยนะ" อิ่มอร่อยกับอาหารเช้า เมื่อทั้งหมดคนพร้อมก็ได้เวลาล้อหมุนขบวนรถออกเดินทาง ภายใต้การนำของรถตำรวจขันธ์ปราบปราม สำนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งชาติ เส้นทางชีวิตช่างภาพนักนิพนธ์แนวท่องเที่ยวของผมได้เริ่มลิ่มใหม่อีกครั้ง นอนอยู่สายตาสมองเกิดจินตนาการวาดทัศนียภาพพรรณไม้งาม อวดโฉมชูช่อดอกไม้แห่งความฝันจะเป็นอย่างไรกันนะ ตื่นนอนได้แล้วจ๊ะ...ตอนนี้คณะของเราได้เดินย่ำทางมาถึง เมือง "เขลางค์นคร" เป็นที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองรถม้า" จังหวัดลำปาง อยู่ในภาคเหนือตอนย่อยบน เมืองสำคัญเมืองหนึ่งในอาณาจักรล้านนา นครลำปางได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่ามานานนับสองร้อยปี ดังนั้นสถาปัตย์ วัดวาอาราม โบราณสถานต่าง ๆ ในเมืองลำปางจึงได้รับอิทธิพลของศิลปะพม่าเห็นได้อย่างชัดเจน



เยี่ยมชมชั่งสำคัญคู่เหย้าคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณกาล "วัดพระธาตุลำปางหลวง" โบราณสถานสำคัญ ที่ตั้งอยู่ในแคว้นซาก "เมืองโบราณลัมพกัปปะนคร" ยินยอมพระประวัติพระนางจามเทวีเคยเสด็จมานมัสการ และทำการบูรณะซ่อมแซมสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรมอยู่เสมอ พระธาตุลำปางหลวง เป็น "พระธาตุประจำปีเกิดของ คนปีฉลู" ด้วยเริ่มปลูกในปีฉลู และเสร็จในปีฉลู ภายในองค์พระเจดีย์บรรจุ พระเกศาและ บรรพชิตอัฐิธาตุ จากพระนลาฎข้างขวา พระศอขั้วหน้ากับด้านหลัง บริเวณพุทธาวาสประกอบด้วย องค์พระธาตุลำปางหลวง เป็นประธาน มีบันไดนาคนำขึ้นไปสู่ซุ้มประตูโขง ถัดซุ้มประตูโขงขึ้นไปเป็นวิหารหลวง บริเวณโดยรอบมี วิหารน้ำแต้ม , วิหารต้นแก้ว วิหารละโว้ , หอพระพุทธบาท , วิหารพระพุทธ และ อุโบสถ ทั้งหมดนี้จะแวดล้อมด้วยแนวกำแพงแก้วทั้งสี่ด้าน นอกขวากหนามแก้วด้านใต้กอบด้วยประตูที่จะนำไปสู่เขตสังฆาวาสซึ่งประกอบด้วยอาคาร หอพระไตรปิฎก , กุฏิประดิษฐาน , อาคารพิพิธภัณฑ์ , กุฏิสงฆ์และเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า ซึ่งเป็นที่เคารพไหว้ของชาวลำปาง และชาวพุทธทั่วไป



เก็บทัศนียภาพความเสมอๆใจวัดพระธาตุลำปางหลวงกันแล้ว คณะของเราคลอดเดินทางไป มณฑลพายัพ จังหวัดเชียงใหม่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเคยเป็น เมืองหลวงของอาณาจักรนครรัฐอิสระ ชื่อว่า "อาณาจักรล้านนา" แต่โบราณ มีภาษาล้านนาคำเมืองเป็นภาษาท้องถิ่น ตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว เช็คอินเข้าโรงแรมที่พัก ค่ำคืนนี้ รับประทานอาหารเย็น พร้อมฟังการบรรยายเทคนิคการถ่ายภาพให้สวยสมใจกับ Presentation ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะจากวิทยากรระดับบรมครู อาจารย์ธวัช มะลิลา ที่ปรึกษาสมาคมถ่ายภาพแห่งบ้านเมืองไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเปิดมุมมองวิธีคิด สร้างสรรค์งานถ่ายภาพให้ก่อเกิดเป็นพื้นฐานอย่างมั่นคงลงสู่จิตใจของผู้ฟัง เนื้อหาเรื่องราวคำแนะนำในครั้งนี้ของพ่อพิมพ์ ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปทำให้ "ดอกไม้แห่งความฝัน" ของผมเป็นจริง



ตื่นเช้ารับใกล้รุ่งของวันใหม่ สูดลมหายใจรับเอาอากาศเพียวจากธรรมชาติให้เต็มปอด ร่างกายสุขสดแช่มชื่นร่างเริงแจ่มใส เพื่อนตรงน้องพี่เตรียมตัวอุปกรณ์ถ่ายภาพแบบว่าจัดเต็มดูเหมือนกำลังพร้อมรบ สมองอัดแน่นด้วยวิชาการถ่ายภาพดอกไม้ให้สวยงามได้สมดังใจ เดินทางมาถึง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ "สวนพฤกษศาสตร์แม่สา" นับว่าเป็น สวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการทำจัดการตามมาตรฐานสากล มีจุดมุ่งหมายเพื่อเล่าเรียนวิจัย และให้ความรู้ ทางด้านพฤกษศาสตร์ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2537 องค์การสวนพฤกษศาสตร์ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จากสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถให้ใช้ชื่อสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ว่า "สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์" ภูมิทัศน์สวยงามบนยอดพนมเป็นสถานที่อนุรักษ์และรวบรวมพรรณไม้ประจำถิ่นและไม้ที่กำลังจะสูญพันธุ์ เพื่อจัดปลูกขยายพันธุ์ และศึกษาวิจัย ลักษณะการจัดสวนจะแบ่งพันธุ์ไม้ตามวงศ์และความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ รวบรวมพันธุ์ไม้ทั้งในและต่างประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์ไม้สามารถขับรถเที่ยวชมรอบๆได้



จากประตูทางเข้ารถนำเดินทางสีหวานลวดรอยเขียนดอกไม้ก็นำพาคณะของเราไปจุดแวะชมเริ่มจาก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว , สูญสิ้นเพาะกล้วยไม้ไทย , อาคารพืชสมุนไพร , พิพิธภัณฑ์พืชสมุนไพร , ศูนย์วิจัย และสี่เส้นทางเดินเท้าชมธรรมชาติ คือ 1. เส้นทางสวนรุกชาติ 2. เส้นทางพันธุ์ไม้ไทยและพืชสมุนไพร 3. เส้นทางวลัยชาติ 4. เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย มาถึงกลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยเรือนกระจก ประกอบกิจด้วยเรือนกระจก 3 แบบ ซึ่งมีทั้งหมด 12 โรงเรือน ภายในจัดปลูกแต่งแต้มพรรณไม้ไว้อย่างสวยมโนหร โดยเฉพาะพรรณไม้หายากและมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ได้แก่



เรือนกระจกใหญ่แสดงไม้ป่าดิบชื้น จัดแสดงชั้นป่าและพันธุ์ไม้พงพีดงดิบ สร้างบรรยากาศภายในที่ด้วย เครื่องพ่นไอหมอกให้มีความชุ่มชื้นสูง นอกจากนี้ยังมีการแต่งแต้มพื้นที่หมายความว่าเนินเขาและน้ำตก มีทางเดินย่ำยกระดับเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้ชื่นชมความสวยงามข้าวของเรือนยอดรุกข์จากมุมสูงอย่างทั่วถึง  ส่วนเรือนกระจกขนาดใจกลางมี เรือนไม้น้ำ จัดแสดงไม้น้ำและพืชชุ่มน้ำชนิดต่าง ๆ โดยเน้นพันธุ์บัวของไทย หมายความว่าหลักและเสริมด้วยพรรณไม้น้ำ ไม้ชุ่มน้ำต่างๆ และรุกข์กินแมลง , เรือนจัดแสดงกล้วยไม้กับเฟิน มาถึงเรือนพืชทนแล้ง จัดแสดงพืชอวบน้ำ พืชสกุลกระบองเพชรชนิดต่างๆ พืชสายเลือดศรนารายณ์ กุหลาบหิน เสมา และยังรวบรวมพันธุ์ปรง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นพืชโบราณที่มีเม็ดกลุ่มแรกที่ประสูติขึ้นบนโลกไว้ด้วย ภายในเรือนพืชทนแล้งแห่งนี้เองที่ทำให้กระผมได้พบเธอ "ปรางค์ทอง" ชื่อนี้นามมีเสน่ห์ ชวนให้รักใคร่ อวดร่างงามกลีบดอกไม้สีเหลืองนวล ถูกตาต้องใจเมื่อแรกพบ ขอเก็บทัศนียภาพความตีตราใจนี้เก็บในความทรงจำของผม


ส่วนเรือนแสดงให้เห็นพรรณไม้ทั่วไปมี เรือนรวมชนิดบัว จัดแสดงพรรณสโรชต่างๆ โดยรวมพรรณบัวโดยเฉพาะข้าวของไทยและสิ่งของเอเชีย , เรือนแสดงกลุ่มสัปปะรดสี จัดแสดงพันธุ์สัปปะรดสีที่มีการการกำหนดปลูกกันในประเทศไทย , เรือนแสดงบอนสีและหน้าวัว จัดแสดงบอนสี บอนป่า หน้าวัว ไม้ด่าง ไม้แคระ และพืชขนาดเล็กที่โศภางาม , เรือนแสดงส้มกุ้ง จัดแสดงพืชสายเลือดส้มกุ้งที่รวบรวมออกจากทั่วประเทศและชนิดที่สวยงามจากต่างประเทศ , เรือนแสดงไม้บุษบาประดับ ไม้ด่าง จัดแสดงไม้ดอกไม้ขจิต ไม้ลูกผสมและไม้ต่างประเทศที่พบทั่วไปในท้องตลาด , เรือนแสดงไม้ไทยหายาก จัดแสดงไม้ไทยกับไม้ไทยหายากชนิดต่างๆ มีป้ายชื่อบอกรายละเอียดโดยย่ออย่างชัดเจน และ อาคารแสดงพืชสมุนไพร จัดแสดงให้เห็นพืชสมุนไพรของภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมป้ายบอกชื่อสรรพคุณต่างๆโดยย่อ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สามารถเข้าเที่ยวชม เรียนรู้ลูบคุณค่า และความงดงามของพรรณไม้ได้ตลอดทั้งปีทุกฤดูกาล



ในค่ำคืนนี้มีกิจกรรมการประกวดถ่ายภาพ " มหัศจรรย์พรรณไม้งาม เทิดพระเกียรติ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" นั่งมองดูผลงานถ่ายภาพดอกไม้ของมิตรสหายพ้องน้องพี่โศภางามกันรวมหมดนั้น ในสมองก็คิดถึงความตีตราใจที่พบเธอดอกไม้สีเหลืองนวล ผมตัดสินใจส่งภาพลงสนามแข่งขันในครั้งนี้ จากความฝันที่ได้เดินทางมา สู่ความจริงก้าวแรกของชีวิตดาวดวงใหม่เกิดขึ้นแล้ว "โฉมงาม ปรางค์ทอง" ชนะใจกรรมการและผู้ชมได้รับรางวัลชนะเลิศ ความสุขพิเศษนี้ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้ สิ่งที่ชัดเจนและตรงที่สุดใบหน้าผมยิ้มแย้มแจ่มใส เสียงตบมือยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของผมตลอดไป



วันสุดท้ายของกิจกรรมในครั้งนี้คณะของเราเดินทางไป จังหวัดที่เก่าแก่ที่สุดในที่ภาคเหนือ เดิมมีชื่อว่า "นครหริภุญชัย" จังหวัดลำพูน นอกจากจะมีชื่อเสียงในฐานะเป็นเมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน แล้วยังเป็นแหล่งเพาะปลูกลำไย ผ้าทอฝีมือดี พระเครื่อง และโบราณสถานที่สำคัญ "วัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร" พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางเวียงลำพูน สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ในรัชสมัยของพญาอาทิตยราช ราชาแห่งวงศ์สกุลจามเทวีวงศ์ ภายในแคว้นวัดพระธาตุหริภุญไชย ก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณวัด ต้องผ่านซุ้มประตูก่ออิฐถือปูนประดับลวดลายวิจิตรพิสดาร เป็นฝีมือโบราณสมัยศรีวิชัย ประกอบด้วยซุ้มยอดเป็นชั้น ๆ เบื้องฤดูซุ้มประตูมีสิงห์โต้งคู่หนึ่งยืนเป็นสง่า บนแท่น สิงห์คู่นี้ปั้นขึ้นใน สมัยพระเจ้าอาทิตยราช เมื่อทรงถวายวังให้เป็นสังฆาราม


เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้าไปแล้วจะเห็นวิหารปฤษฎางค์ใหญ่เรียกว่า " วิหารหลวง" เป็นวิหารหลัง ใหญ่มีพระระเบียงรอบด้าน และมีมุขออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่แทนวิหารหลังเก่า ซึ่งถูกพายุพัดพังทลายไปเมื่อ พ.ศ. 2466 วิหารหลวงใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศล และประกอบศาสนากิจทุกวันพระ ภายในวิหารประดิษฐานพระปฏิมาใหญ่ ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง บนแท่นแก้วรวม 3 องค์ และพระพุทธ ปฏิมาหล่อโลหะขนาดกลางสมัยเชียงแสนชั้นต้น และชั้นกลางอีกหลายองค์ ด้านหลังวิหารหลวงเชียงใหม่


โดดเด่นเป็นสง่าเหลืองทองสะดุดตา "พระบรมธาตุหริภุญไชย" เป็นพระเกศบรมธาตุบรรจุในโกศทองคำ ประดิษฐานในพระเจดีย์ เป็นเจดีย์แบบล้านนาไทยแท้ๆ และมีแท่นไหว้ประจำไว้เพื่อเป็นที่สักการไหว้ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป เมื่อถึง "วันวิสาขบูชา" ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 งานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัยที่ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเสมอๆทุกๆปี เพื่อที่จะเป็นการไหว้พระบรมพระอัฐิธาตุของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าที่บรรจุในพระบรมธาตุ และเพื่อเป็นการบูชาเสาหลักเมือง ทั้งนี้เพราะชาวลำพูนถือว่าพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นเสาหลักเมืองของนครหริภุญชัย หรือเมืองลำพูนในปัจจุบัน ความโศภางามของวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหารยังคงอยู่ในความรูปทรงจำของใครหลายคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น