วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

ชั่งพระแร่ธาตุดอยเกิ้ง

วัดพระธาตุดอยเกิ้ง
 
วัดพระธาตุดอยเกิ้ง ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ห่างพลัดพรากที่ว่าการอำเภอดอยเต่าประมาณ 60 กิโลเมตร พระเจดีย์จุพระบรมธาตุส่วนพระนลาฏ(หน้าผาก) ตามพระประวัติกล่าวว่าเมื่อ พ.ศ.1200-1260 พระนางจามเทวีกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญไชยได้ทำการบูรณะ แด่มา พ.ศ. 2462 ครูบาศรีวิชัยเป็นประธานในการบูรณะปฏิสังขรณ์ ในวันเพ็ญเดือน 3 วันมาฆะบูชา จะมีพิธีรีตองสรงน้ำพระธาตุ ทุกปี

วัดพระธาตุดอยเกิ้ง

วัดพระธาตุดอยเกิ้ง
 
วัดพระธาตุดอยเกิ้ง ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ห่างละที่ว่าการอำเภอดอยเต่าประมาณ 60 กิโลเมตร พระเจดีย์จุพระบรมธาตุส่วนพระนลาฏ(หน้าผาก) ตามพระราชประวัติกล่าวว่าเมื่อ พ.ศ.1200-1260 พระภิกษุนางจามเทวีกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญไชยได้ทำการบูรณะ ประสานรอยมา พ.ศ. 2462 ครูบาศรีวิชัยเป็นประธานในการบูรณะปฏิสังขรณ์ ในวันเพ็ญเดือน 3 วันมาฆะบูชา จะมีแบบแผนสรงน้ำพระธาตุ ทุกปี

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

เรื่องของใช้ใจ ไม่ใช่ จักรยาน

กิจธุระราวนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2007 จากเรื่องตั้งใจของฝาแฝดพี่น้องคู่หนึ่ง โกหนุ่ม และ เสืออ้น จากการที่ เสืออ้นซื้อจักรยานมาเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว สมัยนั้น จักรยานเสือหมอบ คน ไทยมองหาน้อยคนนักเขตจะขี่ ด้วยกระแสความที่เสืออ้นชื่นชอบ กีฬาแบบมาราธอน จึงเกิดความคิดว่า อยากขี่เสือหมอบคันนี้ ไปให้ ถึงเชียงใหม่ สักครั้ง กลับนั่นก็ เป็นแค่ความตั้งใจ ที่ไม่ได้สนองมัน กาลเวลาได้ล่วงล่วงเลยมากว่ายี่สิบปี เสืออ้นมีครอบครัว และมีลูก จนตรอกเรียกได้ว่าโรแล้วไปมีงานการที่ ดี แล้ววันนึง เสือหนุ่ม น้องชายตัวแสบที่ชอบหากิจกรรมประเภท X-tream มาเล่น จบวันนั้น เองเสือหนุ่มก็เอาจักรยาน คันซ้ำที่เพิ่งซื้อมาขี่แนวท่องเที่ยว กระโดด ขึ้นลงฟุตเท้าเล่นบ้าง มาโชว์ให้พี่ชายดู แล้วก็ ชวนให้พี่บุรุษคือ เสืออ้นลองขี่  จากนั้น...เสืออ้นกล่าวว่า "ถ้าข้าจะ ขี่ ข้าไม่ขี่แค่ใกล้ๆ นะ นี่เลย กทม.-เชียงใหม่เป็นไงล่ะ".... อุ้ยยย...งานเข้าแล้วเรา เล่นเชียงใหม่เลยเหรอ....ด้วยความที่กลัวเสียหน้า เลยรีบวิสัชนาไปว่า "กลัวที่ไหนวะ... ฮ่าๆ" ( ตอบด้วยเสียงสั่น) หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มวางโครงการว่า จะทำยังไงดีกับรถเสือหมอบคันนี้ ให้ไปถึงเชียงใหม่ได้ เพราะมันถูกจอดเก็มานานกว่ายี่สิบปี โดยที่ไม่ค่อยได้ไป แตะหัวมันเลย การสืบเสาะหาร้านซ่อมเสือ หมอบลำดับชั้นประเทศเริ่มขึ้น โดยเสือหนุ่ม รีบไปตั้ง กระทู้ถามในเว็บจักรยานทันที www.thaimtb.com และแล้วก็มีผู้ใจดีมาตอบ ว่าพูด ถึงเสือหมอบ ต้องโกเหลียงเลยครับ พร้อมทั้งให้เลขหมายโทรติดต่อมาเสร็จ ต้องขอขอบลื้อพี่ๆ ที่ใจดีทั้งหลายที่ให้ คำแนะนำนะครับ ผมและพี่ชายร่านจัดการนำรถไปหาโกเหลียงพลัน เมื่อไปถึง โกเหลียงก็ทักด้วยรอยยิ้มที่ยินดี แต่พอถามว่า ไหนล่ะจักรยานที่ จะเอามาให้ดู เสืออ้นรีบไปเอาลงมาจากรถให้ดู โกเหลียงถึงกับอึ้ง แล้วก็พูดว่า นี่เอามาๆๆๆๆๆ... เอ่อ.....งง อ่ะดิ ในใจผมก็นึงว่า แมร่งโค ต ร เก่าเลยใช่มั้ย... ในที่สุดโกเหลียงแนะนำว่า "ทำคันนี้ไม่คุ้มหรอก ควักกระเป๋าใหม่ดีกว่า" คันนี้ใช้ทำขี่เล่นได้ แต่จะขี่จริงจัง ไปไกลถึงเชียงใหม่คงลำบาก ในใจผมตอนนั้นก็คิดว่าเออ...มันก็จริงอย่างที่โกเหลียงบอก แต่ การสนทนาปราศรัยในวันนั้นก็จบลงที่ไม่ได้ทำเสือหมอบคัน นี้ แล้วฉันก็ไปเดินชม SHOP ของโกเหลียง มันช่า งอลังโอกาสอะไรอย่างนี้เนี่ย จักรยาน แต่ละคัน ราคาเหยียบแสน โอ้ว..... แล้วหลังละนั้น เราสองพี่น้องก็กลับบ้านด้วยความผิดหวัง ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่า พี่ชายผมเค้ารู้สึกยังไง แล้วเตรียมวางแผนยังไงต่อ ที่จะขี่จักรยานไปถวายถึงเชียงใหม่ ใช่ไหมจะไม่ขี่แล้ว...งั้นหรือ ? ไม่ได้การล่ะ ระหว่างนั่งรถกระบะทวนกลับบ้าน ผมก็คุยกับพี่ ชายชายมาเรื่อยๆ จนข้าเจ้าเกิดเรื่องรู้สึกขึ้นมาติ่งหนึ่งว่า ผมน่าจะทำจักรยานคันนี้ถวายมันกลับมามีชีวิตชีวาได้ และพร้อมที่จะขี่ไปเชียงใหม่ได้นะ เออ....เอาก็เอาวะ เลยบอกพี่ริมไปว่า ถ้าโกเหลียงไม่รับทำ เดี๋ยวโกหนุ่มรับทำเอง...ม๊ะ นั่นเป็นที่ มาสิ่งคำว่า โกหนุ่ม ซึ่ง ถูกอื้นโดยพี่ชายผมเองฮ่าๆๆ หลังจากวันนั้นดิฉันก็เริ่มดำเนินการขั้นต่อไปคือ ลื้อทุกแบบของเสือหมอบออกมาให้หมด ขัดสนิมออกให้หมด แล้วก็ทำการพ่นสีใหม่ เปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่เท่าที่จำเป็น บางส่วนเช่นล้อลูกปืนจุดหมุนต่างๆ เรียกว่า แกะออกมาทุกชิ้น ทำ ความสะอาดจารบีโทรมออก แล้วอัดจารบีใหม่ทุกส่วน เรียกว่าลื่นหัวแตกกันเที่ยวไปเลยดีกว่า แล้วก็ถึงเวลามาสร้าง ในที่สุดก็ได้เป็นคันใหม่สีสวยสด ใส แล้วก็นำไปส่งมอบให้พี่ชายด้วยความเซอร์ไพรส์ ด้วยค่าเพียง 2,550 บาท ตรงกับปี พ.ศ. ที่ทำการซ่อมบำเรอเลย หลังจากนั้นพี่ริมผมก็เอาจักรยานคู่ใจคันนี้ไปหาที่ปั่นทดลอง เช่น ที่เขาใหญ่ ดอยอิน ทนนท์ อะไรราวๆนี้ แล้วต่อมาไม่นาน หมายลิขิตการ การเดินทาง ทริปกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ก็ถูก กำหนดรุ่งมาโดยนักวางแบบอย่างระดับประเทศ หรือพูดง่ายๆ ว่าจอมวางแผนในครอบ ครัวเรา คือเสืออ้นนั่นเอง การเดินทางใช้เวลา ทั้งสิ้นสุด 5 วันในการปั่นทิวาแรกออกจาก หน้าที่พักที่ลาดพร้าว แล้วไปจบทริปวันแรกที่ จ.สิงห์บุรี วันที่สองออก จากสิงห์บุรีไปยัง อ.สลกบาตร จ.นครสวรรค์ 

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดอยพัสตร์ห่มปก คดีสูงที่ไม่มีวันเลอะเลือน

Untitled Document


ก่อนสิ้นปี หนุ่มสาวสำนักงานหลายคนคงนั่งมองกลางวันลาพักร้อนกันตาปริบๆ ว่าจะออกร่อนเร่รวนแรมไปยังถิ่นฐานไหนดี ซึ่งทางทีมงานพิธีอีแมกกาซีนก็มีสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ แบบการหนีขึ้นดอยไปเขตไกลที่จะช่วยสร้างอีกหนึ่งประสบการณ์ให้นักเดินทางได้จดจำไม่รู้เลอะเลือน ในการออกสู่มนุษยโลกกว้างครั้งนี้ ทีมงานพิธีเลือกที่จะไปเหยีบจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของจุดมุ่งหมายปลายทางอย่าง "ดอยผ้าห่มปก" ที่ถูกจัดเตือนมีความดำเกิงเป็นอันดับ 2 ของแว่นแคว้นรองจากดอยอินทนนท์ และเพื่อให้ได้อรรถรสในการท่องเที่ยวแบบครบถ้วนสูตร เราจึงร่ำขอมุ่งหน้าไปยังเชียงใหม่ด้วยรถไฟ ปู้น ปู้นนน โดยเริ่มสตาร์ทขบวนเกียดกันที่หัวลำโพงในฤกษ์เย็น



บรรยากาศของตู้นอนชั้น 1 ด่วนพิเศษ ยังคงไว้เป็นเช่นเดิม ที่บรรดานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบ้านเมืองมักจะนิยมใช้กันแบบแพร่หลาย จนเพียงจะพูดได้เลยว่า มีมากกว่าชาวไทยเสียซะอีก นั่นเพราะฝรั่งมังค่าเขากล่าวว่า การเดินทางด้วยรถไฟให้ทั้งความปลอดภัยและตวามสะดวกสบาย ซึ่งไฮไลท์เด็ดสิ่งของการใช้บริการรถไฟไทยคงหนีไม่พ้นความคึกคักของตู้สเบียงที่แม้ว่าราคาข้าวของเครื่องดื่มจะแพงหูฉีกไปสักนิด แต่ด้วยเสียงเพลงเพลินๆ ลมเย็นๆ และข้อคดีเป็นมิตรของมิตรสหายร่วมเดินทางกลับดำเนินงานให้นี่คือพาหนะที่หลายคนต้องยกนิ้วให้ ระยะเวลาในการเดินทางเพราะว่าหัวรถจักรเย็บผ้าจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เชียงใหม่นับรวมๆ แล้วก็ราว 12 ชั่วโมง โดยรุ่งอรุณของอีกวันใหม่ คุณยังจะได้ประจวบถ้ำขุนตาล ซึ่งขอการันตรีเลยว่าน่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อย แม้จะไม่เห็นวิวทิวทัศน์เท่านั้นความมืดและเสียงที่อื้ออึงมากขึ้นคือมนต์สเน่ห์ของการลอดถ้ำแห่งนี้


 


หลังจากนั่ง นอน ดื่ม ด่ำเกียดกันมาครึ่งวันเต็มๆ ในที่สุดก็ถึงสถานนเชียงใหม่ ซึ่งคับคั่งไปด้วยสองแถวแดงน้อยใหญ่กับบรรดาสิงห์นักขับที่คลอดมาแร้งทึ้งชุดนักท่องเที่ยวให้รุ่งโรจน์รถของตนเพื่อไปยังที่หมาย สำหรับการจะไปดอยผ้าห่มปรก สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือพาตัวเองให้ไปถึงอู่รถช้างเผือก ซึ่งจะมีทั้งรถสองขบวนและรถบัสสีส้มขับสร้างผ่านไปถึงอำเภอฝางด้วยเวลาราวๆ 2 ชั่วโงครึ่ง จากนั้นจึงโบกรถไปตามภาวะให้ถึงอุทยานแห่งชาติบ้านเมืองดอยผ้าห่มปก แต่เนื่องด้วยอานิสงค์ไปการเป็นผู้สอนอาสาในครั้งก่อน งานนี้พวกงานอีแมกกาซีนจึงโดดลงจากสองขบวนแดงราคาหัวละ 70 บาท จากท่ารถมาตังค์เผือกลงมาแหมะอยู่ที่ว่าการอำเภอไชยปราการแล้วจึงขึ้นกระบะคันโก้ของครูดอยลัดเลาะเส้นทางไปจนถึงอุทยานแห่งชาติดอยแพรพรรณห่มปก ซึ่งในจุดแรกนี้จะมีลานกางเต็นท์บ่อนน้ำร้อนฝาง ซึ่งถ้ามาเกียดกันไม่ทันบ่าย 3 โมง ก็อาจต้องนอนค้างที่จุดนี้กันสักคืน เพราะรถโฟร์วิลล์จะไม่สามรถขึ้นบนดอยหลังจาก 3 โมงเย็นเที่ยวไปแล้ว ดังนั้น ในคืนแรกพวกเราจึงจองเต็นท์บริเวณลานน้ำพุร้อนเพื่อของอิงไออุ่นสยบความหนาว


 


ณ ลานบ่อน้ำพุร้อน จะมีทั้งหล่มน้ำร้อนและบ่อน้ำร้อนกระจัดกระจายอยู่เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งอาจต้องใช้ข้อคดีระมัดระวังกันสักนิดในการเดินชมธรรมชาติ และในขณะที่ทีมงานกำลังหันซ้ายแลขวาเพื่อเตรียมตัวเช็คอินจองเต็นท์ เสียงดังฟู่......อันกึกก้องก็สร้างความประหลาดใจประทานกับนักท่องเที่ยวจนต้องวิ่งคลอดจากสำนักงานแดนทำการ และนั่นคือเสียงของน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นจากใต้พื้นพิภพ ซึ่งเจ้าการงานกล่าวว่าจะเป็นเช่นนี้ทุก 30 นาที และจะยาวนานถึง 13 นาที กันเลยดีเดียว เมื่อได้ที่ซุกหัวนอนในค่ำคืนแรกด้วยเงินเพียง 250 บาท กันแล้ว ก็ถึงเวลาออกตระเวนไปชำระร่างกาย ซึ่งช่วงที่ทีมงานได้ออกไปเก็บเกี่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในที่นี้ตรงกับฤดูหนาว การจะนำร่างไปแช่น้ำอุ่นจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดระยะก่อนหัวค่ำ เมื่อเก็บข้าวเก็บของและรับประทานอาหารกันอย่างพร้อมกับสรรพ เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์อาบน้ำก็ถูกเหน็บไว้ข้างตัวเป็นอย่างดี ทีนี้ก็ถึงฤกษ์ที่จะสาวเท้าให้ว่องเพื่อไปยังบ่อแช่น้ำร้อน ซึ่งพวกเรากลับต้องพบความผิดหวังที่ห้องอาบน้ำอุ่นๆ นั้นปิดก่อนเวลา 1 ทุ่ม นั่นเพราะเจ้าหน้าที่ซ่อนเร้นเก็บสัมภาระตระเตรียมกลับบ้านกันจนหมด ดังนั้น น้ำเย็นเจี๊ยบจึงเป็นทางออกเสียงสุดท้ายที่ต้องยอมจำใจอย่างไรข้อกังขา

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

แวะชม “ชุมชนเมืองสาตรหลวง” แหล่งผลิตโคมไฟขึ้นนามาข้าวของเครื่องใช้เชียงใหม่

Untitled Document


โคมล้านนาล้นรูปแบบ ทั้งโคมล่องเรือ โคมไฟ ที่ถูกนำ มารจิตประดาตาม วัดวาอารามและท้องถนนในคราววันสำคัญต่างๆใน จังหวัด เชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวันลอยกระทง วันขึ้นปีใหม่ คงคุ้นตาของนักท่องเที่ยวแทบ ทุกนรชาติ ทั้งอีกทั้งเป็นเอกลักษณ์ที่เด่นอย่างหนึ่งของเชียงใหม่



 หลายคนคงไม่รู้ว่า โคมพางทั้งหมด ที่ดิฉันเห็นนั้น ถูกผลิตขึ้นมาจากชุมชนเล็กๆแห่ง หนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่นั่นคือ"ชุมชนเมืองสาตรหลวง" ต.หนองหอย อ.เมือง เชียงใหม่ ซึ่งในสมัยปัจจุบันถือเป็นแหล่งผลิตโคมที่มีชื่อสำเนียงที่สุด ของภาคทิศอุดร และอีกทั้งมีการเกิดโคม เพื่อส่งไปจำหน่ายยังต่างแคว้นอีกด้วย สิ่งแต่แรกที่เราจะได้เห็น ตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าไปในชุมชนมืองสาตรหลวง คือภาพข้าวของเครื่อง ใช้โคมล้านนาหลากสีสันที่แขวนอยู่ตามรั้วบ้านแทบทุกบ้าน ในที่โล่งแจ้ง และเมื่อแลผ่านรั้วบ้านเข้าไป ก็ จะเผชิญหญิงสาวทั้งสูงวัยและบอบบางวัย นั่งอยู่ บนพื้นบ้านไม้ กำลังบรรจงรังสรรค์โคมรูปแบบต่างๆ


 


โดยในปัจจุบัน ชุมชน แห่งนี้ได้มีการรวมปึกกันเป็น "กลุ่ม ทำโคมระย้าล้านนาเมืองสาตร จังหวัดเชียงใหม่" โดยผลิตดวงประทีปทั้งรูปแบบดั้งเดิม และโคมประยุกตร์ที่ทำเป็นรูปสัตว์ สิ่งของต่างๆ ซึ่งมีทั้งวางซื้อขายโดยแน่เทียว และผลิตตามเรื่องต้องการของลูกค้ารวมหมดใน ประเทศพร้อมทั้งต่างประเทศ บ้าน ที่กะเกณฑ์เป็นต้นด้านในการ ผลิตโคมระย้าของ ชุมชนธานีสาตรหลวงแห่งนี้ คือ บ้านของแม่บัวไหล คณะความ ฉลาด ซึ่งคือผู้ริเริ่มการผลิตโคม และคิดค้น การทำโคมระย้ารูปแบบ ใหม่ๆรุ่งโรจน์มาจนกระทั่งมีชื่อเสียง และได้สอนวิธีการทำโคมให้กับชาวจวนในละแวกชุมชน จนทำให้ในปัจจุบัน ชุมชนธานีสาตรหลวง กลายคือชุมชนเด่นให้การผลิตโคมในที่สุด


 


ปัจจุบัน แม่บัวไหลในวัยกว่าเจ็ดสิบปี ยังดำรงอยู่ทำโคมอยู่อย่างต่อเนื่อง และยังรับหน้าที่ เป็นผู้บรรยายในงานต่างๆที่ได้รับชี้ชวนทั้งในประเทศ และต่างรัฐ เช่นญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และฝรั่งเศส และยังเปิดบ้านเพื่อสอนวิธีการทำโคมให้กับผู้สนใจที่แวะเวียนเข้ามายังชุมชนแห่งนี้อีก ด้วย สำหรับคนที่สนใจในเอกลักษณ์และขนบธรรมเนียมของชาว เชียงใหม่ สมมติได้ลองแวะหมุน เวียนมาที่ชุมชนเมืองสาตรหลวงแห่งนี้


นอกลูกจากจะได้ เรียนรู้แบบการทำโคม แบบไม่ยุ่งยาก พร้อมกับหาได้โคมสวยๆติดตัว ไม้ติดมือ กลับที่อยู่ไปแล้ว ยังถือว่าได้ร่วมสืบสาวราวเรื่องสานงานฝีมือที่ เป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ ที่ทางในปัจจุบันเหลือผู้ที่ผลิตอย่างจริงๆ จังๆเพียงไม่กี่คน และอาจจะถูกเลอะเลือนเลือนไป ตามโอกาสเวลาในอีกไม่นาน

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประจัญภัยเหิรท้องฟ้าไปกับ Flight of the Gibbon ข้างในป่าดึกดื่นดำตะวันออก

Untitled Document


ไฟล์ท ออฟ เดอะ กิบบอน "สุดที่ สุดการผจญภัยเหิรเวหาแห่งศตวรรษที่ 21" เที่ยวบินกลางป่า ฝนเขตร้อนที่จะทำแยกออกอะดรีนารินข้าวของคุณพุ่ง กระฉูด


 



2 สาขา: หมู่บ้านแม่กำปอง จ.เชียงใหม่, สวนปราณีเปิด เขาเขียว จ.ชลบุรี



ท้าทายโหนสลิง ผจญภัยเหิรท้อง ฟ้าระดับเมาลีไม้ไปกับไฟล์ท ออฟ เดอะ กิบบอน เสียวไส้เสียว ตื่นเต้น กระตุ้นใจ สนุก สนานไปกับสถานีต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ภายในป่าดึกดำบรรพ์อายุกว่า 1,500 ปีที่สวยเพริศและมีคาถาอาคมขลัง ความเกื้อกูลจะ ได้จังหวะประสบการณ์ใหม่ ๆ โดย เน้นเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก ต่อสู้ภัยสุดมันส์ไปกับเที่ยวเตร่บินเหินเวหา ชื่นชม ความมโนหรงาม ของป่าไม้จากวิวมุมสูง ไฟล์ทออฟเดอะกิบบอน™ ทัวร์โหนสลิงระดับเมาลีไม้ ที่มิเหมือน ใครเรียบร้อยจะพาคุณทะยานผ่านป่าฝนเขตร้อนซึ่งมีกรณีเก่าแก่กว่า 1,500 ปี ทิวภาพที่พิเศษกว่าใครๆ สะพานล่องไปฟ้าที่น่าตื่นตาตื่นใจ และสถานีที่มีเชื่อมกันกว่า 3.5 กิโลเมตร ข้ามแมก ไม้ต่างๆพันธ์ ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง หลังจากนั้น ลิ้มรสอาหารกลางวันแสนอร่อยพร้อมด้วยเดินซอยไปชมความสวยฉูด ฉาดของน้ำตกแม่กำปอง/สวนสัตว์เปิดเขาเขียว



สิ่งที่คุณจะได้รับ
ทัวร์โหนสลิงระดับยอดต้นในพงพีฝนเขตร้อนระยะทางกว่า 3.5 กิโลเมตร
อาหารกลางวันหรือเย็น
ทัวร์ชมน้ำตกมาตากำปอง/สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
บริการรถปรับอากาศชั้น 1 รับ-ส่งจากตัวเมืองเชียงใหม่/พัทยา หรือจุดนัดพบในกทม.
ระบบดูแลความปลอดภัยที่มีมาตรฐานสูง
ไกด์ผู้เชี่ยวชาญและเป็นกันเองดูแลตลอดทริป



ความปลอดภัยของคุณสดอันดับแรก ที่กูให้กระแสความสำคัญ
ที่ทัวร์ไฟล์ทออฟเดอะกิบบอนเราเป็นทัวร์ผจญภัยท่ามกลางป่า ฝนเขตพื้นที่ร้อนเพียงรายโดดที่ได้รับการออกแบบก่อสร้างสร้างจากวิศวกรจาก ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในการสร้างสิ่งก่อสร้าง ตามธรรมชาติ ทางเรามีกรณีระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุเป็นเหล่าดี และเรายังไม่เคยชินมีประวัติเรื่องอุบัติเหตุ



ที่นี่คุณจะได้พบธรรมชาติที่เก๋งาม ความตื่นเต้น สนุกสนาน พร้อมทั้ง “Sky Rangers” ที่จะดูแลคุณตลอดทริปเหิรเวหา สุดยอด การต่อสู้ภัยสำหรับทุกเพศทุกวัย ( อายุระหว่าง 5 – 75 ปี ) ทุกคนสามารถรื้นเริงไปกับกิจกรรมนี้ได้อย่างง่ายดาย ปลอดภัย พร้อมสัมผัสความตื่นเต้นเหนือจินตนาการที่ คุณคาดไม่ถึง!



 


ตัวอย่างรายละเอียดการเดินดุ่มทางผจญภัยในป่าของคุณ:
รับที่จุดนัดพบ โรงแรมในตัวเมืองเชียงใหม่ /พัทยา หรือจุดนัดพบในกทม. 
เดินทางมาถึง ออฟฟิศ ไฟลท์ออฟเดอะกิบบอน / ลงทะเบียน 
สวมอุปกรณ์ ป้องกัน ต่างๆ / เดินทางสู่จุดเริ่มต้น / แนะนำเรื่องความปลอดภัย 
เริ่มต้นการผจญภัย, สนุกสุดขว้างปากับฐานบนต้นไม้ 39 สถานี 
จบการผจญภัย / รับประทานอาหารกลางวัน 
ชมความสวยงามข้าวของน้ำตกแม่กำ ปอง/สวนสัตว์เปิดเขาเขียว 
จบทัวร์ / เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ 
ถึงตัวเมืองเชียงใหม่/พัทยา หรือจุดนัดพบในกทม.
(อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับเวลาออกเดินทาง)
เวลาในการทำกิจกรรม : ประมาณ 7 ชั่วโมง



เตรียมตัวก่อนเริ่มผจญภัย :
เราแนะนำให้ท่านสวมเสื้อพัสตร์รัดกุม รองเท้ากีฬา และไม่แนะนำให้นุ่งเครื่องประดับ เพราะอาจเกิดการสูญหายขณะทำกิจกรรมได้ และที่ สำคัญอย่าลืม! พกกล้องถ่ายรูปเพื่อซ่อนภาพประทับ ใจระหว่างเที่ยวโบยบิน สำหรับเป้สะพาย แว่นกันแดดหรือ สัมภาระอื่น ๆทางเรามี ล็อคเกอร์เกี่ยวกับให้บริการ ท่าน เก็บสิ่งข้าวของต่าง ๆ ได้ ก่อนริเริ่มผจญภัยไปกับ เรา



สาขาเชียงใหม่ 
ความมหัศจรรย์ของปึกบ้านแม่กำปอง 

แม่กำปอง หมู่บ้านอนุรักษ์ตีนนิเวศที่ล้อมล้อมไปด้วยภูเขา และธรรมชาติที่สวยงาม ตั้งอยู่บน อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เป็นหมู่ที่อาศัยที่ได้รับรางวัลแบบการท่อง เที่ยวมาแล้วจากหลายสถาบัน กำไร 10 % กลับคืนสู่ธรรมชาติเพื่อร่วมอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตป่าและสิ่งแวดล้อม



“ไฟล์ทออฟเดอะกิบบอน” เริ่มดำเนินการตั้งแต่ กรกฏาคม ปี 2551 เราทำงานร่วมกับชาวบ้าน ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวด ล้อม โดยมีเป้าหมายปลูกป่า 1,000,000 ต้น โดยเริ่มปลูกไปแล้วกว่า 100,000 ต้น และมี โครงการสร้างต่อไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังมีโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่า ในอดีตสมัยป่าแม่กำปองคุ้นเป็นแหล่งที่ธำรงของชะนีจำนวนมาก แต่เนื่องลูกจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทำ ให้ผลรวมชะนีลดลงและเรียบไป 
ไฟล์ท ออฟ เดอะ กิบบอนได้หมายเห็นถึงความสำคัญสิ่งระเบียบนิเวศ จึงให้ความช่วยเหลือ โดยการนำชะนีจากมูลนิธิจำนวน 2 ตัวมาดูแล โดยให้อาศัยอยู่ในป่าตามธรรมชาติ ทางเราได้จัดให้ตัวแทนชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการดูแลและสังเกตพฤติกรรมร่วมกับทีมสัตวแพทย์ จากสวนสัตว์เชียงใหม่ความคุ้นเคยกับสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ทำให้ครอบครัวชะนี มีสมาชิกตัวน้อย ชื่อ”ทองคำ” ซึ่งตอนนี้คราวกว่า 1 ปี ร่วมสนุกสนานกับกิจกรรมของเรา ท่านคงจะมีโอกาสได้พบเห็นความน่ารักของครอบครัวชะนี 

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

เดินป่าเล็งนก บนบานยอดดอย

Untitled Document


ลมร้อนมาพร้อมกับสีเทาควันไฟสีเทา ๆ ที่มีอยู่ทั่วในแทบภาคเหนือ แม้แต่ในกรุงเทพก็พางมีหมอกควันดูขมุกขมัวท้องฟ้าไม่สดใสเป็นสีฟ้าให้เห็น ภูมิอากาศเหมือนฝนจะตกแต่ก็ไม่อาจคาดเดาอะไรได้แน่เข้านอนเหมือนในอดีต วันนี้ร้อนอบอ้าวแต่อีกสักอยู่อาศัยอาจมีฝนตก แต่ในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ร้อนจนกระปลกกระเปลี้ยหรือแสบผิว แสบคุณตากันไปตาม ๆ กัน ทำให้ฉุกคิดว่า.....ธรรมชาติพละกำลังลงโทษบุคคลที่หยิบช่วยเหลือทรัพยากรธรรมชาติ มาใช้เฉพาะคาดการคำนึง กว่าจะมีน้ำมันให้เราใช้เกิดการทับถมสะสมมากี่ล้านปี?



หลบร้อนขึ้นเหนืออีกครั้ง กับการเดินทางมาเยือนสู่ถิ่น...อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ ที่ถือได้ว่าเป็นหลังคาประเทศไทย..ประตูสู่หลังคาโลก ด้วยความดอนที่มียอดดอยสูงสุดในประเทศไทย ถึง 2,565.3341 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตีนเทือกเขาหิมาลัย สหายร่วมทริปของผู้เขียนในครั้งนี้ เป็นเด็กเยาวชนที่ได้ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศจำนวน 70 กว่าชีวิต ร่วมเข้าค่ายเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 38 ทุกคนต่างมีความฝันที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ ร่วมกันไขความลับธรรมชาติ แก้สมการ 4 ธาตุ ที่สำคัญ คือ แผ่นดินแหล่งกำเนิดต้นไม้พืชพันธุ์ต้นกำเนิดอาหารของมนุษย์ น้ำ หล่อเฉลิมฉลองธรรมชาติสร้างความชุ่มชื่นให้สิ่งมีชีวิต ลม อากาศที่มีหน้าที่เชื่อมประสานรอยระบบนิเวศ และไฟ อุณหภูมิ ความร้อนที่ช่วยเหลือรักษาความสมดุลให้ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต



แปลกแต่จริงเมื่อเราอยู่ในตัวเมืองที่มีอากาศร้อนอบอ้าว แต่พอขึ้นดอยอินทนนท์อากาศผวนเย็นสบาย อยู่ในระดับ 18 องศา มาพร้อมสรรพกับกระแสธาตุลมแทบไม่น่าเลื่อมใสว่าจะเย็นเย็นได้เพียงนี้ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไปแต่อย่างใด ทำให้ต้องผจญกับความหนาวและตัวคุ่นซึ่งร้ายกาจยิ่งนัก หากถูกกัดก็ทั้งคันและพ่ายแพ้เป็นแผลบวมแดง หากใครที่คิดจะเดินป่าคงต้องเตรียมพร้อมทั้งเครื่องแต่งกายที่มิดชิด ที่สำคัญคือว่าร่างกายต้องแข็งแรง ถึงแม้การเดินป่าในครั้งนี้ จะมีเจ้าพันธกิจอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์พร้อมกับเจ้าหน้าจากมูลนิธิไทยรักษ์ป่า และบ.เอ็กโก ฯ คอยดูแลอำนวยความฉลุยในเรื่องของเส้นทางแต่ก็ขอบอกว่าเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน แก่ ๆ อยากผู้เขียนเดินรั้งท้ายกลุ่มของเด็ก ๆ ตลอดทุกเส้นทาง



ด้วยภูมิประเทศของยอดดอยอินทนนท์เชียงใหม่มีสภาพความชุ่มชื้นและเย็นเย็นตลอดทั้งปี ทำให้ระบบนิเวศป่าไม้ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าสนไศล และป่าดิบเขาที่อุดมไปด้วยมอสและเฟิร์น อีกทั้งเป็นที่อยู่ต้นน้ำลำธารที่สำคัญ เด็กๆ พร้อมกับผู้เขียนสนใจมากเป็นพิเศษคือตาน้ำ ได้เดินตรวจตราศึกษาป่าจนเห็นถึงแหล่งธารที่มาก่อนจะหล่อหลอมเป็นน้ำตก และสายน้ำลำธาร หล่อเลี้ยงส่งไปยังคนปลายน้ำ ธรรมชาติได้จัดสรรสิ่งมีชีวิตที่เป็นเครื่องมือชี้วัดทางธรรมชาติ ว่าน้ำที่นี้คือน้ำบริสุทธิ์ดื่มกินได้ ดอยอินทนนท์เปรียบเทียบเหมือนป่าเมืองหนาว ที่มีพืชและสัตว์โปร่งใสชนิดที่แพร่กระจายมาจากถิ่นฐานเดิมในเมืองเนปาล แล้วค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมจนเกิดสายตระกูลใหม่ เช่น รองเท้านารีอินทนนท์ นกกินปลีหางยาวสีเขียว ฯลฯ



ผู้เขียนได้เดินเรียนรู้เส้นทางธรรมชาติอ่างกา ที่เป็นแอ่งน้ำที่สูงที่สุดในประเทศไทย อากาศเย็นสบาย ตลอดสายทางจะพบซากกิ่งไม้ ใบไม้ มอส ไลเคนที่มีอายุ 4,600 ล้านปี จะอยู่ในพื้นดินอากาศบริสุทธิ์ เฟิร์น อายุกว่า 230 ล้านปี เห็นบิดแบบนี้เป็นช่วงของการพักฟื้นคืนชีวิตชั่วคราวหากมีละอองสีเทาก็ฟื้นตัวขึ้นมาอีก และรุกข์ขนาดเทิ่งหลากแหล่สายพันธุ์ เรียกว่าธรรมชาติฟื้นฟูแซมกันเอง ต้นหนึ่งล้มก็มีต้นอีกครั้งเกิด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเจ้าหน้าที่บอกกับผู้เขียน สิ่งที่หายากในดอยอ่างกา คือ กุหลบพันปี สีขาวและสีแดง เป็นที่น่าเสียดายที่บางต้นถูกไฟไหม้จากน้ำมือบุคคลที่มักง่ายสูบบุหรี่แล้วโยนทิ้งทำให้ไฟไหม้ป่า ไหม้ต้นกุหลาบพันปีจนเหลือแต่ซากพืชพันธุ์สีดำ แต่ก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่ผู้เขียนได้ทันได้เห็นดอกกุหลาบพันปีสีเลือดนก และสีขาว ที่เหลืออยู่เพียงดอกเดียว ได้เก็บภาพมาฝากกัน นอกจากนี้ยังมีข้าวตอกฤาษี พืชไร้ดอกจำพวกมอส



จากนั้นอิฉันเดินลัดเลาะพักกินภัตเที่ยงกันในป่าที่บรรยากาศมีวิวน้ำตกให้ได้นั่งชมเพลิน ๆ ออก อิ่มท้อง อิ่มเอมกับบรรยากาศกันแล้วออกเดินดุ่มทางต่อเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ที่อยู่ระหว่างจอมทอง-ดอยอินทนนท์ ด้วยระบบนิเวศยังคงเป็นป่าดิบเขา สร้างให้เกิดห้องเรียนเทพนิรมิต ที่นี่เป็นแหล่งที่อยู่ของ กวางผา หรือ ม้าเทวดา สัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ของประเทศไทยที่เหลือโหรงเหรงลง เจ้าหน้าที่อุทยานอาสาพาไปดู เพื่อโชคดีได้เจอ แต่ด้วยทางที่ลาดชันและรองเท้าพื้นแข็งที่ไม่เอื้ออำนวยอาจหาญทำให้ไถลตกไหล่ทางที่ลาดชันได้ ผู้เขียนต้องจำอนุญาตสละสิทธิ์จึงยืนดูผาแง่ม ที่มีลักษณะเป็นเขาหินสองแท่งขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ริมทางเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิ่วแม่ปาน-ในเขตอุทยานดอยอินทนนท์ และออกเดินลัดเลาะทางที่ลาดชันแต่ก็มีการประพฤติทางไว้แล้วอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาธรรมชาติ


ความงดงามทางเทพนิรมิต ประตูบ้านขนองใหญ่ ห้องเรียนขนาดใหญ่ หรือสุดแล้วไปแต่ว่าจะเรียกสิ่งใดนั้น ที่คือต้นน้ำอันสำคัญที่หล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่งของชีวิต การเดินทางไม่มีที่มากเปรียบเหมือนสายน้ำ หากช่วยกันระวังระไวช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างมีท่านค่า ผู้เขียนเลื่อมใสว่า แหล่งต้นน้ำ ก็จะยังมีน้ำหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ พืชต้นไม้ ไปยังคนปลายน้ำให้ได้ใช้คงอยู่ต่อไป อย่าเพียงแค่รับรู้และเพิกเชยเฉพาะควรลงมือทำเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้กำลังแรงงานที่ให้คุ้มทุน ก่อนแถวทุกสิ่งจะเส้นทางเกินแก้........


ทริปนี้ผู้เขียนและน้อง ๆ ชาวค่ายเอ็กโกไทยรักษ์ป่า ขอขอบคุณเทพารักษ์หน้าที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านและผู้สนับสนุน ทำให้เกิดการเรียนเห็นประจักษ์มากมายบนพื้นดินของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ขอเป็นพละกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุกนาย ที่ท่านเสียสละทุ่มเทชีวิตเพื่อรักษาผืนป่าให้คงอยู่พร้อมทั้งประเทศไทยต่อไป...


พาเที่ยวไปกับ......โชติกา วีรนะ

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

แอ่วเชียงใหม่ เคาะประตูที่อาศัยม้ง...ดูธรรมชาติ

Untitled Document


ลมร้อนแห่งจันทร์เมษายนมาเยี่ยมเยียน อากาศร้อนกับโพยมานหนาวสลับสับแปลงจนหลงระเลิงฤดู ทุกวันนี้นักคนไม่กำแหงคาดเดาสถานการณ์ดินฟ้าอากาศ แสงอาทิตย์จ้าเหมือนไม่มีฝนตก แต่กลับมีฝนตกหนักแบบไม่ลืมหูลืมตา บนพื้นผิวเผินโลกใบนี้เริ่มเกิดการแปลงแปลงจากเทพนิรมิต ภัยพิบัติต่างๆ โหมโรงย่างกลายเข้ามาเยือนจนปุถุชนอย่างเราไม่สามารถตั้งรับได้ทัน หลายจังหวัดในพื้นที่ของภาคใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ส่วนทางภาคทิศเหนือก็ต้องคอยเฝ้าระวังดินถล่ม ดินสไลด์ตามแนวชายเขา ส่วนอีสานก็ร้อนแห้งแล้งจนขาดน้ำ เอาแน่อะไรไม่ได้เข้ากับบนโลกใบนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น บิณฑบาตให้อยู่กับสัมปชัญญะ สิ่งสำคัญเสาะหาแสวงหาความสุขสมในแบบฉบับสิ่งตนเองอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ทำให้ผู้อื่นโกรธเกรี้ยวร้อน



แสงแดดร้อนที่แผดเผากับโพยมานที่ร้อนระอุ...ทำให้ต้องออกเดินทางค้นหาธรรมชาติ เพื่อแผ่ความร้อน มองหาร่มรื่น..เนื้อความเย็นจากธรรมชาติ ความร่มรื่นของกิ่งไม้ไม้ที่เขียวขจี และวิถีชีวิตที่หมดง่ายผิดแผกจากชีวิตคนเมือง ผู้เขียนมุ่งหน้าสู่ หมู่บ้านขาวเขา ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันถึง 6 เผ่า อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งอาจจะมองดูว่าเป็นการจัดการชายธุรกิจไปสักไม่ช้า เนื่องจากเก็บค่าเข้าชมหมู่บ้านรายละ 500 บาท ไม่ว่าคนไทยหรือว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งตรึกตรองดูแล้วแพง ด้วยความที่ผู้เขียนมีสายเลือดของสื่อมวลชน ทำให้ต้องได้มาของคำตอบเพื่อคลายเนื้อความแคลงใจว่า 500 บาท มีการแบ่งสรรปันซีกกันอย่างไร? คำตอบที่ได้รับ คือ เงินส่วนหนึ่งจะนำไปช่วยเหลือชาวเขาเหล่านี้เดือนละ 1,500 บาท ต่อครัวเรือน แต่มองดูจากการเข้าชมของนักท่องเที่ยวแล้วแต่ละครัวเรือนหน้าจะได้มากกว่านี้



เดินผ่านเข้ามาไม่อายในพบกับบ้านที่สร้างด้วยไม้และมุงหลังคาด้วยใบไม้ตามธรรมชาติ โดยมีการจัดแบ่งพื้นที่บ้านแต่ล่ะชนเผ่าไว้ ภายในหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีน้ำประปาใช้ มีทุ่งนาข้าวที่เขียวขจี มีควายที่เลี้ยงไว้ใช้งาน มองแล้วเพลินตา ผสมกับลมพัดเย็น ๆ มาจากชายทุ่งนาจนทำยกให้รู้สึกเย็นสบาย ด้วยเนื้อความมุ่งรู้อยากเห็นสิ่งผู้เขียน ทำให้ต้องเดินตรวจตราถึงก้นครัว ดูสภาพเนื้อความเป็นอยู่ชีวิตจริง ๆ ที่ปราศจากการปรุงแต่ง



ได้นั่งคุยกับคุณอัยกีแก่ ๆ ได้รับการแบ่งปันอาหารว่างและอาหารแล้วรู้สึกมีความสุข ผู้จารึกใช้เวลาอยู่ในหมู่บ้านม้งทรงไว้ครึ่งวัน เพราะขึ้นพระราชวังชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เกือบจะทุกหลังคาเรือน ได้นั่งดูการทอผ้า ได้ลองทอผ้าก็ทำให้เกิดความสนุก ได้พูดคุยกับเด็ก ๆ ทุกคนที่นี่ใจคอดี ใจดีเล่นกีตาร์ที่พวกเค้าประดิษฐ์ขึ้นเองจากพืชสักและให้เราได้ลองเล่นด้วย



เดินชมวิวไปเรื่อยจะมีบ้านแต่ละหลัง มีงานฝีมือสิ่งพวกเค้าไว้จำหน่ายให้นักท่องเที่ยวที่เข้าชม รวมหมดผ้าทอ เครื่องประดับงานไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นคนทำ



ส่วนผู้หญิงจะมีภารกิจนั่งขาย มีเล้าหมูป่าที่เลี้ยงไว้ มีโขลงช้างที่ไว้ใช้งาน งานฝีมือส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานปักตามลายที่จัดหามารับสืบทอดทางวัฒนธรรมของแต่ละปะทะเผาที่แตกต่างกันออกไป แต่ล่ะผืนใช้เวลาเป็นปี สนนราคาก็ต้องแพงตามระยะเวลาที่ทำ



ใครที่มีวันว่างขึ้นเหนือไปเชียงใหม่ ลองหาโอกาสแวะมาที่หมู่บ้านม้ง อ.แม่ริม ดูนะคะ จะได้ความงดเพริศทางธรรมชาติพร้อมด้วยวิถีชีวิตที่สวยงามหรือไม่นั้นขึ้นกับมุมมอง ของผู้ไปเยี่ยมเยียนคะว่าจะมองในแง่มุมไหนให้สวยงาม


วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

ลัดเลียบขุนภูเมืองเชียงใหม่ ชมมหัศจรรย์พรรณไม้งามธานีเหนือ

ได้เวลาตื่นเอนจากฝัน นำพาตนเองออกเดินย่ำทางไปสถานที่นัดแนะพบ ณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานโต้ง กรุงเทพฯ ภาพบรรยากาศ ความโศภางามยังคงเหมือนเดิม อรุณสวัสดิ์ยามเช้าจ๊ะ...คำโอภาปราศรัยที่คุ้นเคย มิตรสหายพ้องน้องพี่ฤดูตาดี มีน้ำจิตใจแบ่งปันน้ำใจนำไปให้รอยยิ้มแม่พิมพ์ใจ สร้างความเป็นมิตรที่ดีให้ซึ่งกันและกัน ดวงเนตรเป็นประกาย น้ำเสียงร่าเริงแจ่มใสกันทั้งหมดคน ผมนั่งเหม่อทัศน์ฟ้าปล่อยให้ใจโปร่งเบาฉลุยล่องลอยไปตามอารมณ์ สายลมเย็นพัดผ่านปัญญาเริ่มคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตในตอนนี้ ครั้งแรกที่ทราบข่าวสารงานประกวดทัศนียภาพถ่าย ใจก็ปรารถนาตั้งจิตอธิฏฐานถ้ามีบุญวาสนาเพียงพอคงได้เดินทางไปถึงสถานที่แห่งนั้น จากฝันเปลี่ยนไปเป็นความจริง การท่องเที่ยวในประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคเหนือ ร่วมกับนิตยสาร PHOTOTECH และ แทรเวล ไลน์ พร้อมพันธมิตรโดย บัตรเครดิตท่องเที่ยว ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม



เดินทางท่องเที่ยวชมความงามข้าวของธรรมชาติ " มหัศจรรย์พรรณไม้งาม เทิดพระเกียรติ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" เส้นทาง กรุงเทพฯ - ลำปาง - ลำพูน - เชียงใหม่ บริเวณจุดลงทะเบียนรู้สึกว่าจะได้รับความจดจ่อเป็นพิเศษ จึงเดินเข้าไปหาจากนั้นลงชื่อก็เข้าใจ รับป้ายชื่อหอยคอครบครันข้อมูลที่ควรทราบ และของเอ้ที่ช่วยเติมเอ่อให้ร่างกายมีพลัง " มีข้าวกล่อง + น้ำดื่ม แจกด้วยนะ" อิ่มอร่อยกับอาหารเช้า เมื่อทั้งหมดคนพร้อมก็ได้เวลาล้อหมุนขบวนรถออกเดินทาง ภายใต้การนำของรถตำรวจขันธ์ปราบปราม สำนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งชาติ เส้นทางชีวิตช่างภาพนักนิพนธ์แนวท่องเที่ยวของผมได้เริ่มลิ่มใหม่อีกครั้ง นอนอยู่สายตาสมองเกิดจินตนาการวาดทัศนียภาพพรรณไม้งาม อวดโฉมชูช่อดอกไม้แห่งความฝันจะเป็นอย่างไรกันนะ ตื่นนอนได้แล้วจ๊ะ...ตอนนี้คณะของเราได้เดินย่ำทางมาถึง เมือง "เขลางค์นคร" เป็นที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองรถม้า" จังหวัดลำปาง อยู่ในภาคเหนือตอนย่อยบน เมืองสำคัญเมืองหนึ่งในอาณาจักรล้านนา นครลำปางได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่ามานานนับสองร้อยปี ดังนั้นสถาปัตย์ วัดวาอาราม โบราณสถานต่าง ๆ ในเมืองลำปางจึงได้รับอิทธิพลของศิลปะพม่าเห็นได้อย่างชัดเจน



เยี่ยมชมชั่งสำคัญคู่เหย้าคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณกาล "วัดพระธาตุลำปางหลวง" โบราณสถานสำคัญ ที่ตั้งอยู่ในแคว้นซาก "เมืองโบราณลัมพกัปปะนคร" ยินยอมพระประวัติพระนางจามเทวีเคยเสด็จมานมัสการ และทำการบูรณะซ่อมแซมสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรมอยู่เสมอ พระธาตุลำปางหลวง เป็น "พระธาตุประจำปีเกิดของ คนปีฉลู" ด้วยเริ่มปลูกในปีฉลู และเสร็จในปีฉลู ภายในองค์พระเจดีย์บรรจุ พระเกศาและ บรรพชิตอัฐิธาตุ จากพระนลาฎข้างขวา พระศอขั้วหน้ากับด้านหลัง บริเวณพุทธาวาสประกอบด้วย องค์พระธาตุลำปางหลวง เป็นประธาน มีบันไดนาคนำขึ้นไปสู่ซุ้มประตูโขง ถัดซุ้มประตูโขงขึ้นไปเป็นวิหารหลวง บริเวณโดยรอบมี วิหารน้ำแต้ม , วิหารต้นแก้ว วิหารละโว้ , หอพระพุทธบาท , วิหารพระพุทธ และ อุโบสถ ทั้งหมดนี้จะแวดล้อมด้วยแนวกำแพงแก้วทั้งสี่ด้าน นอกขวากหนามแก้วด้านใต้กอบด้วยประตูที่จะนำไปสู่เขตสังฆาวาสซึ่งประกอบด้วยอาคาร หอพระไตรปิฎก , กุฏิประดิษฐาน , อาคารพิพิธภัณฑ์ , กุฏิสงฆ์และเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า ซึ่งเป็นที่เคารพไหว้ของชาวลำปาง และชาวพุทธทั่วไป



เก็บทัศนียภาพความเสมอๆใจวัดพระธาตุลำปางหลวงกันแล้ว คณะของเราคลอดเดินทางไป มณฑลพายัพ จังหวัดเชียงใหม่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเคยเป็น เมืองหลวงของอาณาจักรนครรัฐอิสระ ชื่อว่า "อาณาจักรล้านนา" แต่โบราณ มีภาษาล้านนาคำเมืองเป็นภาษาท้องถิ่น ตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว เช็คอินเข้าโรงแรมที่พัก ค่ำคืนนี้ รับประทานอาหารเย็น พร้อมฟังการบรรยายเทคนิคการถ่ายภาพให้สวยสมใจกับ Presentation ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะจากวิทยากรระดับบรมครู อาจารย์ธวัช มะลิลา ที่ปรึกษาสมาคมถ่ายภาพแห่งบ้านเมืองไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเปิดมุมมองวิธีคิด สร้างสรรค์งานถ่ายภาพให้ก่อเกิดเป็นพื้นฐานอย่างมั่นคงลงสู่จิตใจของผู้ฟัง เนื้อหาเรื่องราวคำแนะนำในครั้งนี้ของพ่อพิมพ์ ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปทำให้ "ดอกไม้แห่งความฝัน" ของผมเป็นจริง



ตื่นเช้ารับใกล้รุ่งของวันใหม่ สูดลมหายใจรับเอาอากาศเพียวจากธรรมชาติให้เต็มปอด ร่างกายสุขสดแช่มชื่นร่างเริงแจ่มใส เพื่อนตรงน้องพี่เตรียมตัวอุปกรณ์ถ่ายภาพแบบว่าจัดเต็มดูเหมือนกำลังพร้อมรบ สมองอัดแน่นด้วยวิชาการถ่ายภาพดอกไม้ให้สวยงามได้สมดังใจ เดินทางมาถึง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ "สวนพฤกษศาสตร์แม่สา" นับว่าเป็น สวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการทำจัดการตามมาตรฐานสากล มีจุดมุ่งหมายเพื่อเล่าเรียนวิจัย และให้ความรู้ ทางด้านพฤกษศาสตร์ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2537 องค์การสวนพฤกษศาสตร์ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จากสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถให้ใช้ชื่อสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ว่า "สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์" ภูมิทัศน์สวยงามบนยอดพนมเป็นสถานที่อนุรักษ์และรวบรวมพรรณไม้ประจำถิ่นและไม้ที่กำลังจะสูญพันธุ์ เพื่อจัดปลูกขยายพันธุ์ และศึกษาวิจัย ลักษณะการจัดสวนจะแบ่งพันธุ์ไม้ตามวงศ์และความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ รวบรวมพันธุ์ไม้ทั้งในและต่างประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์ไม้สามารถขับรถเที่ยวชมรอบๆได้



จากประตูทางเข้ารถนำเดินทางสีหวานลวดรอยเขียนดอกไม้ก็นำพาคณะของเราไปจุดแวะชมเริ่มจาก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว , สูญสิ้นเพาะกล้วยไม้ไทย , อาคารพืชสมุนไพร , พิพิธภัณฑ์พืชสมุนไพร , ศูนย์วิจัย และสี่เส้นทางเดินเท้าชมธรรมชาติ คือ 1. เส้นทางสวนรุกชาติ 2. เส้นทางพันธุ์ไม้ไทยและพืชสมุนไพร 3. เส้นทางวลัยชาติ 4. เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย มาถึงกลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยเรือนกระจก ประกอบกิจด้วยเรือนกระจก 3 แบบ ซึ่งมีทั้งหมด 12 โรงเรือน ภายในจัดปลูกแต่งแต้มพรรณไม้ไว้อย่างสวยมโนหร โดยเฉพาะพรรณไม้หายากและมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ได้แก่



เรือนกระจกใหญ่แสดงไม้ป่าดิบชื้น จัดแสดงชั้นป่าและพันธุ์ไม้พงพีดงดิบ สร้างบรรยากาศภายในที่ด้วย เครื่องพ่นไอหมอกให้มีความชุ่มชื้นสูง นอกจากนี้ยังมีการแต่งแต้มพื้นที่หมายความว่าเนินเขาและน้ำตก มีทางเดินย่ำยกระดับเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้ชื่นชมความสวยงามข้าวของเรือนยอดรุกข์จากมุมสูงอย่างทั่วถึง  ส่วนเรือนกระจกขนาดใจกลางมี เรือนไม้น้ำ จัดแสดงไม้น้ำและพืชชุ่มน้ำชนิดต่าง ๆ โดยเน้นพันธุ์บัวของไทย หมายความว่าหลักและเสริมด้วยพรรณไม้น้ำ ไม้ชุ่มน้ำต่างๆ และรุกข์กินแมลง , เรือนจัดแสดงกล้วยไม้กับเฟิน มาถึงเรือนพืชทนแล้ง จัดแสดงพืชอวบน้ำ พืชสกุลกระบองเพชรชนิดต่างๆ พืชสายเลือดศรนารายณ์ กุหลาบหิน เสมา และยังรวบรวมพันธุ์ปรง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นพืชโบราณที่มีเม็ดกลุ่มแรกที่ประสูติขึ้นบนโลกไว้ด้วย ภายในเรือนพืชทนแล้งแห่งนี้เองที่ทำให้กระผมได้พบเธอ "ปรางค์ทอง" ชื่อนี้นามมีเสน่ห์ ชวนให้รักใคร่ อวดร่างงามกลีบดอกไม้สีเหลืองนวล ถูกตาต้องใจเมื่อแรกพบ ขอเก็บทัศนียภาพความตีตราใจนี้เก็บในความทรงจำของผม


ส่วนเรือนแสดงให้เห็นพรรณไม้ทั่วไปมี เรือนรวมชนิดบัว จัดแสดงพรรณสโรชต่างๆ โดยรวมพรรณบัวโดยเฉพาะข้าวของไทยและสิ่งของเอเชีย , เรือนแสดงกลุ่มสัปปะรดสี จัดแสดงพันธุ์สัปปะรดสีที่มีการการกำหนดปลูกกันในประเทศไทย , เรือนแสดงบอนสีและหน้าวัว จัดแสดงบอนสี บอนป่า หน้าวัว ไม้ด่าง ไม้แคระ และพืชขนาดเล็กที่โศภางาม , เรือนแสดงส้มกุ้ง จัดแสดงพืชสายเลือดส้มกุ้งที่รวบรวมออกจากทั่วประเทศและชนิดที่สวยงามจากต่างประเทศ , เรือนแสดงไม้บุษบาประดับ ไม้ด่าง จัดแสดงไม้ดอกไม้ขจิต ไม้ลูกผสมและไม้ต่างประเทศที่พบทั่วไปในท้องตลาด , เรือนแสดงไม้ไทยหายาก จัดแสดงไม้ไทยกับไม้ไทยหายากชนิดต่างๆ มีป้ายชื่อบอกรายละเอียดโดยย่ออย่างชัดเจน และ อาคารแสดงพืชสมุนไพร จัดแสดงให้เห็นพืชสมุนไพรของภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมป้ายบอกชื่อสรรพคุณต่างๆโดยย่อ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สามารถเข้าเที่ยวชม เรียนรู้ลูบคุณค่า และความงดงามของพรรณไม้ได้ตลอดทั้งปีทุกฤดูกาล



ในค่ำคืนนี้มีกิจกรรมการประกวดถ่ายภาพ " มหัศจรรย์พรรณไม้งาม เทิดพระเกียรติ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" นั่งมองดูผลงานถ่ายภาพดอกไม้ของมิตรสหายพ้องน้องพี่โศภางามกันรวมหมดนั้น ในสมองก็คิดถึงความตีตราใจที่พบเธอดอกไม้สีเหลืองนวล ผมตัดสินใจส่งภาพลงสนามแข่งขันในครั้งนี้ จากความฝันที่ได้เดินทางมา สู่ความจริงก้าวแรกของชีวิตดาวดวงใหม่เกิดขึ้นแล้ว "โฉมงาม ปรางค์ทอง" ชนะใจกรรมการและผู้ชมได้รับรางวัลชนะเลิศ ความสุขพิเศษนี้ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้ สิ่งที่ชัดเจนและตรงที่สุดใบหน้าผมยิ้มแย้มแจ่มใส เสียงตบมือยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของผมตลอดไป



วันสุดท้ายของกิจกรรมในครั้งนี้คณะของเราเดินทางไป จังหวัดที่เก่าแก่ที่สุดในที่ภาคเหนือ เดิมมีชื่อว่า "นครหริภุญชัย" จังหวัดลำพูน นอกจากจะมีชื่อเสียงในฐานะเป็นเมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน แล้วยังเป็นแหล่งเพาะปลูกลำไย ผ้าทอฝีมือดี พระเครื่อง และโบราณสถานที่สำคัญ "วัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร" พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางเวียงลำพูน สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ในรัชสมัยของพญาอาทิตยราช ราชาแห่งวงศ์สกุลจามเทวีวงศ์ ภายในแคว้นวัดพระธาตุหริภุญไชย ก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณวัด ต้องผ่านซุ้มประตูก่ออิฐถือปูนประดับลวดลายวิจิตรพิสดาร เป็นฝีมือโบราณสมัยศรีวิชัย ประกอบด้วยซุ้มยอดเป็นชั้น ๆ เบื้องฤดูซุ้มประตูมีสิงห์โต้งคู่หนึ่งยืนเป็นสง่า บนแท่น สิงห์คู่นี้ปั้นขึ้นใน สมัยพระเจ้าอาทิตยราช เมื่อทรงถวายวังให้เป็นสังฆาราม


เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้าไปแล้วจะเห็นวิหารปฤษฎางค์ใหญ่เรียกว่า " วิหารหลวง" เป็นวิหารหลัง ใหญ่มีพระระเบียงรอบด้าน และมีมุขออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่แทนวิหารหลังเก่า ซึ่งถูกพายุพัดพังทลายไปเมื่อ พ.ศ. 2466 วิหารหลวงใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศล และประกอบศาสนากิจทุกวันพระ ภายในวิหารประดิษฐานพระปฏิมาใหญ่ ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง บนแท่นแก้วรวม 3 องค์ และพระพุทธ ปฏิมาหล่อโลหะขนาดกลางสมัยเชียงแสนชั้นต้น และชั้นกลางอีกหลายองค์ ด้านหลังวิหารหลวงเชียงใหม่


โดดเด่นเป็นสง่าเหลืองทองสะดุดตา "พระบรมธาตุหริภุญไชย" เป็นพระเกศบรมธาตุบรรจุในโกศทองคำ ประดิษฐานในพระเจดีย์ เป็นเจดีย์แบบล้านนาไทยแท้ๆ และมีแท่นไหว้ประจำไว้เพื่อเป็นที่สักการไหว้ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป เมื่อถึง "วันวิสาขบูชา" ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 งานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัยที่ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเสมอๆทุกๆปี เพื่อที่จะเป็นการไหว้พระบรมพระอัฐิธาตุของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าที่บรรจุในพระบรมธาตุ และเพื่อเป็นการบูชาเสาหลักเมือง ทั้งนี้เพราะชาวลำพูนถือว่าพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นเสาหลักเมืองของนครหริภุญชัย หรือเมืองลำพูนในปัจจุบัน ความโศภางามของวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหารยังคงอยู่ในความรูปทรงจำของใครหลายคน

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

เชียงใหม่ หนาวนี้ไม่เดินทางไม่ได้จากนั้น

Untitled Document


หากใครกำลังวางแผนการไปเที่ยวสงกรานต์จังหวัดเชียงใหม่ขอแนะนำให้คุณเจียดเวลาเล่นน้ำสุดสนุก ไปเที่ยวและไปชิม 7 สุดยอดสถานที่น่าพักผ่อนเหล่านี้แล้วคุณจะไม่พลาดคำว่าเอ้าท์ ให้ใครเม้าส์ว่าไปไม่ถึงเชียงใหม่ได้เลยอะ


 
ร้านอาหารเช้า


1. กูดมอนิ่งเชียงใหม่ อาหารเช้าสไตล์ฝรั่ง ในบรรยากาศไทยๆ



ร้านขจิตสไตล์ย้อนยุค ดูเข้ากันดีกับโครงสร้างซึ่งเป็นไม้เก่าๆ ฝาผนังประดับด้วยภาพโปสเตอร์หนังเก่า ยิ่งประเทืองบรรยากาศให้ดูขลังขึ้นอีก แนะนำว่าถ้าอยากรับแดดอุ่นๆ หรืออยากกินอาหารในสวนสวยๆ ก็ควรเลือกนั่งเอ้าต์ดอร์หลังร้าน ซึ่งทำเป็นสวนเล็กๆ แต่บรรยากาศดี้ดี อ้อ...ที่นี่เน้นบริการเครื่องกินเช้าสไตล์ฝรั่ง เมนูที่เรากินแล้วปลื้มจนต้องตามมากินอีกครั้งคือ "French Toast" ส่วนคอกาแฟคงถูกใจกับกาแฟจากอำเภอฝาง เพราะรสชาติเข้มเข้มข้น ไม่แพ้กาแฟนอกเลย


ที่ตั้ง:  29/5 ถ.ราชมรรคา ซ.6


เปิดทุกวัน: 08.00 - 17.00 น.


โทร.0-5327-8607


 


ประเภทอาหารเหนือ


2. ต๋อง สุดยอดอาหารพื้นเมือง



ถือว่าเป็นร้านอาหารพื้นเมืองหนึ่งเบอร์หนึ่งในดวงใจ เพราะรสชาติอร่อยห้าดาว ราคาถูกรากเลือด บวกกับบรรยากาศน่านั่ง คนแน่นร้านตลอดยุคสมัย ส่วนเมนูอร่อยลืมโลกคือ น้ำพริกหนุ่มรสแซ่บถึงใจ อย่าลืมสั่งส้าเนื้อสะดุ้ง แกงผัดหวานไข่มดแดง เห็ดถอบน้ำพริกข่า แกงส้มหน่อไม้ดองใส่ปลาช่อน ไปลองชิมเองแล้วจะรู้เองว่า อร่อยห้าดาวสมราคาคุยจริงๆ


ที่ตั้ง: ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 13


เปิดทุกวัน: 11.00-23.00 น.


โทร. 0-5389-4701


ประเภทร้านชา


3.Vieng Joom On Tea House ร้านชาบรรยากาศดี๊ดี



คนเก๋ๆ ต้องมาที่นี่กันนะจ๊ะ บรรยากาศดี้ดีๆ เพราะร้านถกลอยู่ติดกับริมแม่น้ำปิง จับจองที่นั่งเอ้าต์ดอร์ เพื่อจิบชาและดื่มด่ำกับบรรยากาศสวยๆ ได้เลย (ที่นั่งดีๆ อย่างโซน "โอเจ็ด" ต้องจองล่วงหน้านะจ๊ะ) ร้านเวียง จูมออน ทีเฮ้าส์ บริการชากว่า 59 ชนิด มีทั้งชาจีน ชาฝรั่ง ชาสมุนไพร และชาไม่มีคาเฟอีน เช่น ชาตูมกุหลาบ,ชาลาเวนเดอร์ แนะนำ "ชาเวียงจูมออน " ชาจีนที่มีให้เลือกตั้งแต่ไซส์เล็ก กลาง ใหญ่ ถ้าชอบชานมก็ต้องลอง "ชาปั่นวีเจโอสูตรโยเกิร์ตบลูเบอรรี่ ส่วน"มาดามบัตเตอร์ฟลาย" ก็เป็นอีกเมนูที่เด็กเสิร์ฟร้านนี้ Recommened ว่าต้องชิม เพราะหอมกลิ่นพีช เสิร์ฟทั้งแบบร้อนและเย็น ของหมูๆที่นี่ก็ขึ้นชื่อไม่แพ้กันอย่าง " Banana Fillo" จานนี้ใช้แผ่นแป้งบางกรอบห่อกล้วยหอมและช็อกโกแลต เสิร์ฟคู่กับไอศครีมวนิลาและน้ำผึ้งธรรมชาติ, "Hot Almond Brown" บราวนี่ราดด้วย Dark และ White ช็อกโกแลตร้อนๆ เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมก็เข้าที


ที่ตั้ง: 53 ถ. เจริญราษฎร์ ต. วัดเกต


เปิดทุกวัน: 10.00 - 19.00 น.


โทร.0-5330-3113 (www.vjoteahouse.com)


ประเภทร้านกาแฟ


4.Ristretto Coffee Estate แชมปบาริสต้ามาเอง



คุณอานนท์ ธิติประเสริฐ เจ้าของร้านนี้เคยเป็นแชมป์บาริสต้าที่ออสเตรีเลียมาก่อน แถมยังเรียนจบด้านกาแฟโดยตรงมาจากออสเตรเลีย คงจะพอการันตีได้ว่ากาแฟของที่นี่ย่อมไม่เป็นประจำ คนอื่นอาจทำลาเต้อาร์ต (การเขียนลวดลายต่างๆ บนถ้วยกาแฟ) โดยใช้ไม้จิ้มฟันเขียน แต่เขาคนนี้ไม่ต้องใช้ตัวช่วย แค่ใช้มือทำลาเต้อาร์ตอย่างเดียวแค่นั้น ซิกเนเจอร์เด่นๆ ที่ต้องร้องว้าวคือ คือรูปดอกทิวลิป 7 กลีบ นอกจากจะได้ชิมกาแฟอร่อยๆ จากทุกมุมโลกแล้ว ยังจะได้ชมลาเต้อาร์ตสวยๆ ด้วย คุ้มไหมล่ะ ส่วนกาแฟเด่นๆ ของร้านคือ Affogato กาแฟรสชาติเข้ม กลิ่นหอมคาราเมล เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา หรือจะสั่ง Ristretto Icelatte กาแฟเย็นที่เราชื่นชอบ แล้วกินกับ "เอพเพิลสติ๊ก" รับแขกไม่ผิดหวัง ถ้าอยากทำลาเต้อาร์ตเป็นบ้าง แนะนำให้สมัครเรียนทำลาเต้อาร์ต 1 วัน ( 3,900 บาท) ใช้เวลาเรียน 5 ชั่วโมง เรียนจบ มีออกใบรับรองให้ด้วย


ที่ตั้ง: ถ.นิมมานเหมินท์ (ข้างซอย 3)


เปิดทุกวัน: 8.00 - 23.00 น.


โทร.08-1978-0471 (www.ristr8to-coffee.com)


 


ประเภทร้านไอศครีม


5. Home Fresh Ice Cream (ไอศกรีมกดกริ่ง)ไอศครีมอร่อยเบอร์ 1



ชาวเมืองเชียงใหม่รู้จักกันในชื่อ "ไอศกรีมกดกริ่ง" แต่ชื่อร้านจริงๆ คือร้าน Home Fresh Ice Cream เปิด ขายไอศกรีมกะทิผลไม้ไทยมานานถึง 40 ปี จุดสังเกตคือ ด้านหน้าจะมีผ้าใบกันสาดสีเหลืองกับสีส้ม วิธีการเช่าพระคือกดกริ่งเรียกคนขายได้เลย ความอร่อยของที่นี่มาจากรสชาติประโยชน์ไม้สด เนื้อผลไม้เต็มๆ มีรสชาติให้เลือก 24 รส เช่น รสข้าวเหนียมมะม่วง รสใบเตยมะพร้าวอ่อน รสชาเย็น รสข้าวเหนียวมะม่วง รสงาดำ รสกล้วยหอม รสข้าวโพด รสวานิลลา ฯลฯ แถมราคาไม่ ราคาถ้วยเล็ก 17 บาทและถ้วยใหญ่ 70 บาทเท่านั้น


ที่ตั้ง: ถ.นิมมานเหมินทร์ ซอย 5 (เลี้ยวเข้าซอยตรงไปประมาณ 500 เมตร ร้านอยู่ฝั่งซ้ายมือ)


เปิดทุกวัน: 8.00- 18.30 น.


โทร. 0-5321-0491


ประเภทร้านโรแมนติก


6. คุณนายตื่นสาย ดินเนอร์โรแมนติกที่สุด



ถึงแม้ว่าบนถนนนิมมานเหมินท์จะเต็มไปด้วยร้านเครื่องกินให้เลือกเพียบ แต่ถ้าสังเกตหาร้านรวงสำหรับมากับสัตว์สองเท้ารู้ใจ ฟังเพลงเบาๆ กินอาหารอร่อย แล้วดื่มด่ำกับบรรยากาศโรแมนติกล่ะก็ เราขอแนะนำร้านนี้ให้เป็นตัวเลือกเบอร์ 1 ในวันพิเศษ เตรียมอินไปกับการนั่งกินอาหารอาหารท่ามกลางสวนกลับสวย จุดเทียนทิวภาพวับบนโต๊ะเพิ่มความโรแมนติกจนไม่อยากลุกไปไหน ส่วนอาหารก็นี่เลย เห็ดคั่วงา ต้มแซ่บเห็ด ตำมะม่วงหมูย่าง แล้วอย่าลืมตบท้ายด้วยค็อกเทลเพิ่มความโรแมนติกขึ้น 2 เท่า แถมท้ายแนะนำที่เที่ยวห้ามพลาด!นอกจากจะแวะชมแพนด้าสุดน่ารัก ซึ่งถือเป็นไฮไลท์เมืองเชียงใหม่กันแล้ว อย่าลืมตบท้ายด้วยสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง รับรองไม่เสียเที่ยวกันแน่ๆ จ้า


ที่ตั้ง: ถ.นิมมานเหมินท์ซอย 11 เข้าซอยประมาณ 50 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ


เปิด: ช่วงไฮซีซั่น 11.00 24.00 น. ส่วนนอกซีซั่นเริ่มเปิดตั้งแต่ 17.00 น.


โทร.0-5322-2208


ประเภทท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ


7.สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ชมต้นแบบของมูลนิธิโครงการหลวง



ที่นี่ถือเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของมูลนิธิโครงการหลวง เด่นเรื่องวิจัยไม้ผลเมืองหนาว มีสถานที่ท่องเที่ยวหลาย อย่างให้ชม เช่น สวนกลางแจ้ง ไร่ชา สวนบอนไซ ฯลฯ ไฮไลท์คือการไปเยี่ยมชมไร่สตรอเบอร์รี่ที่ปลูกบนดอยในลักษณะขั้นบันไดเก๋งาม โดยฝีมือชาวปะหล่อง ภายในที่ทำการยังมี "สโมสรอ่างขาง" บริการอาหารรสชาติอร่อย รายการอาหารชวนชิม คือ เป็ดอี่เหลี่ยงรมควัน, ปราเทร้าต์นึ่งมะนาว, ขาหมูหมั่นโถวยูนนาน ,สลัดอ่างขาง อย่าลืมตบท้ายเครื่องดื่มด้วยน้ำกีวี่ปั่นรสชาติแก่จัดข้น นอกจากนี้ยังมีบริการที่พักและสถานที่สำหรับกางเต็นท์อีกด้วยหากมีเวลา ควรแวะไปเที่ยว "หมู่บ้านนอแล" ของชาวปะหล่อง (อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 5 กม.) เป็นจุดชมวิวชายแดนไทย-พม่า เหมาะไปศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของชาวที่อยู่ และชิมอาหารพื้นเมือง


ที่ตั้ง: 1 ม.5 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ 50320 (ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติอินทนนท์)


เปิดทุกวัน: 06.00 - 18.00 น.


โทร.0-5345-0107-9